472 Views จำนวนผู้เยี่ยมชม

ฝ้า คืออะไร

ฝ้า (Melasma) ถือเป็นปัญหาสุดกลุ้มของสาวๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะฝ้านั้นจะเกิดบนผิวหน้าเป็นหลัก โดยเฉพาะโหนกแก้มและหน้าผาก ซึ่งฝ้าจะมีบริเวณกว้างและเห็นค่อนข้างเด่นชัด ทำให้สาวๆ หลายคนพยายามหาทางกำจัดฝ้าให้หมดไปค่ะ

     กระบวนการเกิดฝ้านั้นมาจากการที่เม็ดสีผิวทำงานมากเกินไป โดยมากมักมาจากการที่ผิวโดนแดด ซึ่งแสงแดดคือตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าได้ค่ะ นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าได้ เช่น การทานยาบางชนิด ฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกันค่ะ 

หนึ่งในปัญหาผิวที่เป็นที่หนักใจของผู้หญิงทั่วโลกก็คือ ฝ้า เพราะมีรอยสีน้ำตาลหรือดำที่เด่นชัดเจน โดยเฉพาะฝ้าแดด ทำให้สูญเสียความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นการเข้าใจเกี่ยวกับฝ้าและการเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องแบบไม่มีผลข้างเคียง ไม่เพียงช่วยลดเลือนฝ้า แต่ยังทำให้เผยผิวและใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ มีสุขภาพดีในระยะยาว

ฝ้า เกิดจากการที่เมลานินหรือเม็ดสีมีมากเกินไป ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีรอยสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีดำ (Hyperpigmentation) และจะมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจมีลักษณะเป็นปื้นหรือเข้มเป็นกระจุกได้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ฝ้าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและส่วนใหญ่พบในวัยกลางคน อายุประมาณ 30-40 ปี

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าคือ รังสี UV ในแสงแดด การกินยาคุมกำเนิด การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ การเข้าสู่วัยทองและวัยหมดประจำเดือน การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่มีผลต่อการแพ้และกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินบนผิวเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงกรรมพันธุ์ที่ทำให้ฝ้ากลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยครั้ง ซึ่งคนผิวเข้มมีโอกาสเป็นฝ้าง่ายกว่าคนผิวขาวอีกด้วย

ทำไมถึงเป็นฝ้า?

ลักษณะการเกิดฝ้า ฝ้ามีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่

     1) ฝ้าแบบตื้น เกิดได้ง่าย อยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) มีสีน้ำตาลขอบชัด รักษาให้จางลงได้ด้วยการทาครีมกันแดดหรือยาทาฝ้าอ่อน ๆ

     2) ฝ้าแบบลึก เกิดในระดับชั้นผิวหนังแท้อยู่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า มีสีม่วง ๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัดเจน รักษาได้ยากกว่าฝ้าแบบตื้น ไม่ค่อยหายขาด

     3) ฝ้าแบบผสม เกิดทั้งในระดับชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้รวมกัน โดยตรงกลางมักมีสีเข้มแสดงถึงฝ้าในชั้นหนังแท้ ส่วนขอบมักมีสีจางกว่าแสดงถึงฝ้าในหนังกำพร้า ฝ้าชนิดนี้ยังเป็นฝ้าที่พบได้มากที่สุดอีกด้วย

รู้ทันรักษาฝ้า

การรักษาฝ้าส่วนใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 วิธีหลัก ได้แก่

     1) ลอกชั้นผิวหนัง (Peeling Agent)

มีทั้งการใช้กรดผลไม้ (Glycolic Acid, AHA) ทาตรงจุดด่างดำเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไปแล้วสร้างเซลล์ผิวใหม่ และการใช้เลเซอร์ (Fraxel, Erbium YAG) และ IPL (Intense Pulse Light) ที่ยิงแล้วทำให้เม็ดสีกระจายตัวพร้อมกับผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไป วิธีนี้ได้ผลเร็ว แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ ถ้าทำเป็นเวลานานหน้าจะบาง แดง ระคายเคือง ไวต่อแสงแดด

     2) กำจัดแหล่งผลิตเมลานิน

 นิยมใช้ไฮโดรควิโนนในรูปแบบยาครีม โดยจะมีความเข้มข้น 2% – 4% ทาเพื่อออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน แต่หากใช้เป็นเวลานานอาจมีอาการระคายเคือง มีจุดด่างขาวที่ผิวถาวร การใช้สารชนิดนี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

     3) ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส

     เอนไซม์ไทโรซิเนส (TyrosinaseInhibitor) มีหน้าที่สร้างเม็ดสีในผิวหนัง การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสจะช่วยหยุดการเกิดฝ้าได้ที่ต้นตอและวิธีนี้ไม่มีผลข้างเคียง แต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ครีมทาฝ้าที่ปลอดภัยและผ่านการรับรองที่ได้มาตรฐาน หนึ่งในสารที่มีประสิทธิภาพในการลดเลือนฝ้าแดดและผ่านการคิดค้นและวิจัยกว่า 10 ปี โดยนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศเยอรมนี คือ สารลูมินัส 630 (LUMINIOUS 630) ของนีเวีย ซึ่งอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างนีเวีย ลูมินัส 630 สปอตเคลียร์ ทรีทเม้นท์ (NIVEA LUMINOUS630 SPOTCLEAR TREATMENT) และ นีเวีย ลูมินัส 630 สปอตเคลียร์ ซัน โพรเทค เอสพีเอฟ 50 พีเอ+++ (NIVEA LUMINOUS 630 SPOTCLEAR SUN PROTECT SPF50) ที่ผ่านการทดสอบจากผู้ใช้จริงกว่า 200 คนโดยแพทย์ผิวหนังว่าช่วยลดเลือนฝ้าแดดที่สะสมมานานกว่า 10 ปีจางลงใน 4 สัปดาห์แรกที่ใช้ ไม่มีผลข้างเคียงต่อผิว ไม่ทำให้ผิวบางลง และป้องกันการเกิดฝ้าใหม่ หมดกังวลกับปัญหาฝ้าที่มากวนใจ

อย่างไรก็ตามการป้องกันฝ้าที่ดีที่สุดคือการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอย่างแสงแดด แนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟไม่ต่ำกว่า 30 เพื่อป้องกันแสงแดดในชีวิตประจำวัน และควรสวมหมวก กางร่ม สวมเสื้อผ้าที่ป้องกันผิวอย่างมิดชิดจากแสงแดด แต่หากสังเกตแล้วพบว่ามีฝ้าต้องรีบรักษาโดยเร็วด้วยการเลือกวิธีที่เหมาะสม เพื่อให้ผิวสวยสุขภาพดีไปอีกนาน

5 วิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ

1. กินวิตามิน

การกินวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอ วิตามินซีและวิตามินอีนั้น สามารถช่วยลดฝ้าได้ ซึ่งวิธีการนี้ถือเป็นการบำรุงผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวแข็งแรงสามารถทนต่อแสงแดดได้ดีขึ้นและช่วยลดการเกิดฝ้าใหม่ได้ค่ะ

 

2. ใช้น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล

     น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล หรือ apple cider vinegar สามารถช่วยลดฝ้าได้ โดยเราสามารถใช้เช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ได้ค่ะเพียงผสมกับน้ำอุ่นเล็กน้อย เพราะสรรพคุณที่มีฤทธิ์เป็นกรดและมีโพแทสเซียมสูง จึงช่วยผลัดเซลล์ผิวได้และช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ช่วยลดจุดด่างดำและช่วงลดรอยดำจากสิวด้ด้วยค่ะ

3. ใช้น้ำใบบัวบก

     อีก วิธีที่ช่วยรักษาฝ้าได้แบบธรรมชาติ ก็คือการใช้ใบบัวบกมาเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ค่ะ โดยใช้น้ำใบบัวบกเช็ดหน้าแล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที จากนั้นล้างออก เพียงเท่านี้ก็จะสามารถช่วยลดฝ้าได้แล้วค่ะ

4. ทาครีมบำรุง

     ครีมบำรุงที่มีสารไวท์เทนนิ่ง ช่วยให้ผิวหน้าดูขาวกระจ่างใสขึ้นเช่น วิตามินซี, อาร์บูติน (Arbutin), AHA หรือสารสำคัญอื่นๆ แต่ควรเป็นครีมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากแพทย์ผิวหนัง และต้องใช้เป็นประจำเช้าเย็น อย่างต่อเนื่อง จึงจะเห็นผลได้ดีที่สุด

     และถ้าพูดถึงครีมทาฝ้าที่ซึมลงลึกระดับเซลล์ผิว เพื่อจัดการฝ้าแดดที่ต้นตอ ใช้แล้วเห็นผลดีสุดๆ ล่ะก็ ขอแนะนำ นีเวีย ลูมินัส 630 สปอตเคลียร์ ทรีทเม้นท์ เลยค่ะ ซึ่งเป็นทรีทเม้นท์เซรั่มเข้มข้นที่มีสารลูมินัส 630 เอกสิทธิ์เฉพาะของทางนีเวีย โดยเจ้าสารตัวนี้จะช่วยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส สาเหตุหลักของการเกิดฝ้า และ จุดด่างดำ อีกทั้งยังตรงเข้าลดเลือนฝ้าแดดสะสม ทั้งสามมิติให้ฝ้าที่ฝังอยู่ใต้ผิวเนี่ยตื้นขึ้น ขนาดดูเล็กลง สีดูจางลง ทำให้สามารถลดเลือนฝ้าและจุดด่างดำได้จริงใน 4 สัปดาห์ มั่นใจได้ว่าไม่มีผลข้างเคียง รับรองแล้วจากแพทย์ผิวหนัง บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ช่วยรักษาฝ้าแบบเป็นธรรมชาติ พร้อมผสานไฮยารูลอน และวิตามินอี ช่วยเติมน้ำและความชุ่มชื้น ให้ผิวเนียนนุ่มกระจ่างใส

5. ยาทาฝ้า

     อย่างสุดท้ายคือการทายาสำหรับลดฝ้าโดยเฉพาะค่ะ ยาประเภทนี้จะช่วยทำให้ฝ้าเดิมที่มีอยู่ลดลงได้ และช่วยป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดใหม่ได้ด้วย ซึ่งหากต้องการให้ยาทาฝ้าทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ควรทาควบคู่ไปกับครีมกันแดดด้วยค่ะ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะไปซื้อยามาทาต้องมีการปรึกษาเภสัชกรและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนนะคะ

     ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนั้นจะมีสูตรรักษาฝ้าและมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยได้ แต่อย่างไรการป้องกันไว้ก็ย่อมดีกว่าค่ะ โดยเราควรเริ่มจากการหลีกเลี่ยงแสงแดด และทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิว หลีกเลี่ยงไอร้อนจากเตา รังสีจากหน้าจอคอมพ์ รวมถึงพยายามเลือกเครื่องสำอางและสกินแคร์ที่มีคุณภาพ หากใช้แล้วเกิดความผิดปกติกับผิวหรือเกิดฝ้าให้รีบหยุดใช้ทันทีค่ะ


ดูอะไรต่อดีนะ

1 สุขภาพดีอายุยืนคุณทำเองได้

2 มือใหม่หัดกินคีโต ลดน้ำหนักควรรู้


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *